วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

วันชาติฝรั่งเศส


วันชาติฝรั่งเศส 

  วันชาติฝรั่งเศส ถือเอาวันที่ประชาชาชนบุกยึกคุก Bastille ปลดปล่อยนักโทษทางการเมืองที่ขัดเเย้งกับระบบขุนนาง เเละเริ่มต้นการปกครองเเบบสาธารณรัฐเป็นครั้งแรกในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งตรงกับวันที่ 14 กรกฏาคม จึงใช้วันนี้เป็นวันชาติเรื่อยมารวมทั้งกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการอีกด้วย
   คุก  Bastille เป็นสถานที่คุมขังนักโทษทางการเมืองที่มีเเนวคิดต่อต้านการปกครองของพระเจ้า หลุยส์ที่ 16 โดยในวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ.1789 หากจากมีกระเเสความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างรุนเเรง บรรดาเหล่าขุนนางได้เปิดประชุมเพื่อปรึกษาหารือถึงกรณีที่ประชาชนส่วนใหญ่ ของฝรั่งเศสเรียกร้องให้เปลี่ยนเเปลงการปกครองให้เป็นระบอบสาธารณรัฐ รวมทั้งให้มีการ ร่างรัฐธรรมนูญและก่อตั้งรัฐสภาแห่งชาติ 

       20 มิถุนายน ค.ศ. 1789  ก่อกำเนิด Jeu de Paume โดยตัวแทนของคณะก่อการจากชนชั้นกรรมมาชีพ ได้กระทำสัตยาบรรณร่วมกัน โดยจารึกไว้ว่า เหล่าคณะผู้ก่อการจะไม่ แตกแยกกันจนกว่าจะมีการร่างรัฐธรรมนูญเป็น ผลสำเร็จ แนวความคิดของคณะผู้ก่อการ ได้รับการตอบรับอย่างยิ่งยวดจากประชาชนชาว ฝรั่งเศสที่ต้องต่อสู้กับความแร้นแค้น และสภาวะเสื่อมถอยของสังคมในสมัยนั้น ในขณะที่แนวความคิดนี้ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง กับชนชั้นขุนนาง

       14 กรกฏาคม ค.ศ. 1789  เมื่อมีแนวร่วมมากขึ้น  ทำให้คณะปฏิวัติ แข็งแกร่งขึ้นทุกขณะ ประชาชนในกรุงปารีสได้รวมตัวกันเดินขบวนไปยังคุก Bastille เพื่อ ปลดปล่อยนักโทษทางการเมืองที่มีความเห็นไม่ตรงกันกับบรรดาเหล่าขุนนาง โดยสามารถบุกยึดคุก Bastille ได้ภายใน 1 วันด้วยพลังประชาชนเเละมีหน่วยทหารบางหน่วยที่เเปรพักต์มาร่วมในการบุกยึด ครั้งนี้

       16 กรกฎาคม ค.ศ. 1789  การปฏิวัติที่ประสบผลสำเร็จ ด้วยความล่มสลาย ของคุก Bastille ภายในเวลา 24 ชั่วโมงหลังจากเริ่มก่อการ ทำให้การบุกยึดคุก Bastille กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งเสรีภาพ และประชาธิปไตย ของชาวฝรั่งเศส ทุกคนตราบจนกระทั่งทุกวันนี้ วันที่ 14 กรกฎาคม จึงถูกเลือกมาให้เป็นวันชาติฝรั่งเศส

       เเต่หลังจากการปฏิวัติเเล้วฝรั่งเศสก็ไม่ได้เดินไปสู่ความเจริญอย่างที่นักคิดใน สมัยนั้นคาดการณ์ไว้ กลับกลายเป็นการทำร้ายล้างทางการเมืองกันระหว่างพวกที่ร่วมปฏิวัติมา ด้วยผลประโยชน์ที่ยั่วยวนทำให้เเนวคิดปรัชญาที่ต้องการเห็นประเทศชาติเจริญ กลับกลายเป็นความเห็นเเก่ตัวเเละเห็นเเก่ได้ไป ทำให้เปิดทางให้นายทหารหนุ่มผู้หนึ่งนามว่า นโปเลียน โบนาปาร์ต ก้าวขึ้นมาเป็นจักรพรรดิของประเทศฝรั่งเศสในเวลาต่อมา
        เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ.1789 กองทัพทหาร และประชาชนได้พร้อมใจกันบุกคุกบาสติลย์ (Bastilles) เพื่อปลดปล่อย นักโทษ การเมือง ให้เป็นอิสระ อันคุกบาสติลย์นี้ถือว่าเป็นเครื่องหมายของการบีบบังคับและความอยุติธรรม ซึ่งเกิดจากการปกครอง โดยกษัตริย์ ที่ไร้ ทศพิธราชธรรม จึงประกาศวันที่ได้รับการปลดปล่อยนี้ให้เป็น..วันชาติของฝรั่งเศส (La Fête Nationale)
        เมื่อหลายร้อยปีก่อน ประเทศฝรั่งเศสมีการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนกระทั่งถึงปลายศตวรรษที่ 16 ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่ง ราชวงศ์บูรบอง (Bourbon)บ้านเมืองอยู่ในระยะของสงครามอังกฤษ เพื่อแย่งชิงอาณานิคม ทำให้การเงินการคลังของประเทศล้มละลาย ประชาชนมีความเป็นอยู่อย่างอัตคัดขาดแคลน แต่ในทางกลับกัน ราชสำนักกลับมีความเป็นอยู่อย่างหรูหรา ฟุ่มเฟือย ชนชั้นขุนนางได้รับการยกเว้น ภาษี ส่วนประชาชน ที่มีความยากจนอยู่แล้วต้องถูกทางการรีดภาษีอย่างหนัก ทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างมาก 
      ในตอนนั้น ชนชั้นกลางมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เนื่องจากชนกลุ่มนี้มีการศึกษาดี ร่ำรวย แต่ไม่มี สิทธิในทาง การเมือง การปกครอง เทียบเท่าชนชั้นพระ และชนชั้นขุนนาง จึงต้องการเปลี่ยนแปลงระบบเก่า และได้กุมอำนาจทางเศรษฐกิจเอาไว้ โดยเข้าร่วม การปฏิวัติในอเมริกา ซึ่งมีสาระสำคัญในทางทฤษฎีว่าด้วยสิทธิิ ตามธรรมชาติิของมนุษย์ และสองนักปราชญ์แห่งยุคคือ วอลแตร์ กับ มองเตสกิเออ นำทฤษฎีดังกล่าวมาสอนประชาชน ในขณะเดียวกัน มาควิส เดอ ลา ฟาแยตต์ (Marquis de la Fayett) ซึ่งทำสงคราม ช่วยเหลือ ชาวอาณานิคม ในอเมริกาต่อต้านอังกฤษจนได้ชัยชนะ ก็นำความคิดนี้มาเผยแพร่ จึงทำให้ ประชาชนชาวฝรั่งเศส ดิ้นรนเรียกร้อง ให้ได้มาซึ่งสิทธิและเสรีภาพ
ยิ่งขึ้น    
      เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1789 ประชาชนซึ่งมีความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้น ได้บุกเข้าปล้นสะดมบ้านของพวกขุนนาง กรุงปารีสมีแต่่ ความวุ่นวาย ชนชั้นกลางได้รวมตัวกันก่อตั้งกองทหารรักษาการณ์แห่งชาติเข้าร่วม กับประชาชนทำลายคุกบาสติลย์ ซึ่งเท่ากับว่า เป็นการปลดแอกอำนาจการปกครองโดยกษัตริย์ นับเป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่ยิ่ง และสำคัญของโลก ผลกระทบของ เหตุการณ์ได้แพร่ไปสู่ประเทศอื่นๆในยุโรป โดยเฉพาะในรัสเซีย กล่าวคือระยะแรกของการปฏิวัติ ประมาณปี ค.ศ. 1791ได้มีการ ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใช้ กษัตริย์ต้องอยู่ใต้กฎหมาย และรัฐสภา ก็มีเพียงสภาเดียว คือ สภานิติบัญญัติ   ชนชั้นกรรมาชีพมีบทบาทในการปกครอง  แต่ด้วยความเกรงกลัวว่า การล้มล้างสถาบันกษัตริย์ ์จะแพร่ขยายไปทั่วยุโรป ทำให้ออสเตรียและปรัสเซียยกทัพรุกฝรั่งเศสแต่ไม่สำเร็จ ทางสภานิติบัญญัติจึงยกเลิกระบบ ราชาธิปไตยและประกาศเป็นประเทศสาธารณรัฐ เมื่อวันที่ 20 กันยายน ค.ศ. 1792 และตั้งสภาใหม่ขึ้นมา และในปี 1793 ก็ได้สำเร็จโทษพระเจ้าหลุยส์และพระนางมารี อังตัวเนต์ด้วย การประหารชีวิตด้วยเครื่องประหาร กิโยตีน แม้ผลการปฏิวัติจะสำเร็จ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังมีฐานะยากจนเหมือนเดิม รัฐบาลยังมุ่งแต่กอบโกยผลประโยชน์กัน จนมีบุคคลคนหนึ่งแสวงหาอำนาจโดย เป็นเครื่องมือ ให้ประชาชนเลื่อมใส และยึดอำนาจการปกครองมาเป็นของตน บุคคลผู้นี้คือ นโปเลียน โบนาปาร์ต
      นโปเลียนได้กลายเป็นวีรบุรุษของชาติเพราะอาศัยความล้มเหลวของรัฐบาลสถาปนาตนเป็นแม่ทัพใหญ่คุมกองทัพ ออก ไปรบชนะออสเตรเลียในปี ค.ศ.1797 ทั้งยังแพร่ขยายอาณาเขตไปทั่วยุโรป   จนปี ค.ศ. 1804 ได้สถาปนาตนเอง ขึ้นเป็นจักรพรรดินโปเลียน และพยายาม ที่จะครอบครอง รัซเซียให้ได้ จึงทำสงคราม กับรัสเซีย และเป็นครั้งแรก ที่นโปเลียนแพ้ ทำให้ชนชาติต่างๆที่อยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสเกิดกำลังใจที่จะต่อต้าน เมื่อนโปเลียน ได้ถูกเนรเทศไปยังเกาะอัลบา พระเจ้าหลุยส์ได้กลับมาครองราชย์ใหม่แต่เพียงระยะสั้นๆ ในปี ค.ศ.1815 นโปเลียนหนีกลับมาได้ อีกครั้งและประกาศตนเป็นจักรพรรดิ รวบรวมกำลังทหารเข้าต่อสู้กับ ฝ่ายพันธมิตร ต่างๆ เกิดสงครามวอเตอร์ลูขึ้น แต่ฝรั่งเศสก็รบแพ้ ทำให้ นโปเลียนถูกส่งขังที่เกาะเซนต์เฮเลนา นับเป็นการสิ้นสุดการครอง บัลลังก์เพียง 100 วันของนโปเลียน แล้วเขาก็เสียชีวิตบนเกาะนี้

      ในปี ค.ศ. 1821  พระ เจ้าหลุยส์ที่ 18 กลับมาขึ้นครองราชย์อีกครั้ง แต่พระอนุชาคือ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 10 ทรงพยายาม ฟื้นฟูระบบเก่าขึ้นมาอีก จึงมีการปฏิวัติขึ้นอีก พระเจ้าหลุยส์ฟิลิปซึ่งดำรงตำแหน่งกษัตริย์อยู่ ได้ถูกเนรเทศออกนอก ประเทศ และต่อมาก็ได้มีการสถาปนา สาธารณรัฐขึ้น เป็นครั้งที่ 2 โดยมีหลุยส์นโปเลียนทำการรัฐประหารตั้งตัวเองขึ้น เป็นจักรพรรดิ ซึ่งพระองค์ทำให้ชาติฝรั่งเศสมีความเข้มแข็ง มั่นคงขึ้น สภาพทุกอย่าง ในประเทศดีขึ้น และมีการขยาย อาณานิคมไปยังประเทศต่างๆ    
      ในปี ค.ศ. 1860 พระเจ้าหลุยส์นโปเลียน สถาปนาจักรพรรดิฝรั่งเศสในเม็กซิโกแต่ไม่สำเร็จ เพราะ ถูกอเมริกา ขัดขวางไว้ และยังต้องทำ สงคราม กับปรัสเซียอีก ฝรั่งเศสก็เป็นฝ่ายแพ้อีกครั้งและต้องเสียดินแดนในแคว้นอัลซาสให้แก่ ปรัสเซีย อีกด้วย ซึ่งทำให้พระองค์ต้องสละราชบัลลังก์    
      ในปี ค.ศ.1875 มีการสถาปนาฝรั่งเศสเป็นครั้งที่ 3 ยุคของนโปเลียนสิ้นสุดลง ทำให้ประเทศฝรั่งเศสอ่อนแอ เป็นอย่างมาก ต้องเสียดินแดน ให้ผู้รุกราน ประจวบกับเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น เป็นเหตุให้ฝรั่งเศส ยิ่งบอบช้ำ ขึ้นไปอีก ภายหลัง ได้มี ีการเซ็นสัญญาสงบศึกที่ Vinchy แล้วฝรั่งเศสก็ประกาศตัวเป็นอิสรภาพ โดยความช่วยเหลือ จากฝ่ายพันธมิตรต่างๆ ในเดือนกันยายนปี 1944 นายพลชาลส์เดอโกล์ ก็ได้ดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาล ในปี ค.ศ.1946 ซึ่งเป็นยุคของสาธารณรัฐที่ 4
    ระหว่างปี ค.ศ. 1946-1958 นายพลเดอโกล์ กลับมาดำรงตำแหน่งผู้นำอีกครั้ง ระหว่างที่ฝรั่งเศสเข้าร่วมวิกฤติการณ์ใน แอลจีเรีย เขาทำให้ ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีสังคม เปลี่ยนไปสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยี และพัฒนาฝรั่งเศสดีขึ้นในหลายๆด้าน ทำให้เป็นที่ ยอมรับจากผู้คนที่นิยมในตัวเขา และให้สถาปนาฝรั่งเศส เป็นสาธารณรัฐ เป็นครั้งที่ 5 ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958-ปัจจุบัน ต่อมามีการชุมนุม ประท้วง รัฐบาลในกรุงปารีส ทำให้รัฐบาล ต้องยอมรับมติประชาชนที่ว่าด้วยการปฏิรูป กฎหมาย รัฐธรรมนูญนายพลเดอโกล์จึงขอลาออกจากตำแหน่ง    

ในวันที่ 10 พ.ค. ปี ค.ศ. 1981 ฝรั่งเศสได้ประธานาธิบดีคนใหม่ ที่มาจากการเลือกตั้ง คือประธานาธิบดีฟรังซัวส์ มิตแตร์รองด์ ผู้สมัครจากพรรค สังคมนิยม จึงบริหารงานด้วยระบอบสังคมนิยม และอยู่ในต่ำแหน่ง 14 ปีด้วยกัน จนกระทั่งมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่ึงทำให้ นายฌาคส์ ชีรัค ผู้สมัครจาก พรรคสังคมนิยมเช่นเดียวกันเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง เข้ารับการเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ.1995    
สำหรับความสัมพันธ์ของไทยและฝรั่งเศสนั้น มีมาตั้งแต่ สมัยกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยของ สมเด็จ พระนารายณ์มหาราช แต่ก็ต้องสิ้นสุดลง เพราะ การเมือง การปกครองของฝรั่งเศสกำลังวุ่นวาย .. ในสมัยรัตนโกสินทร์ ตอนต้น ความสัมพันธ์กับฝรั่งเศสไม่ราบรื่น เพราะไทยพอใจทำการค้า กับจีน และมลายูมากกว่าประเทศ ทางยุโรป


จนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฝรั่งเศสเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่จุดประสงค์ คือต้องการที่จะให้ไทยเป็นเมืองขึ้น แต่ด้วย พระปรีชาสามารถของพระองค์ทำให้รอดพ้นเหตุการณ์นั้นมาได้

ปัจจุบันประเทศไทยได้รับวัฒนธรรมต่างๆของฝรั่งเศสเข้ามา ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง.

ประชากรประเทศไทย

  ประชากรประเทศไทย

  ไทยมีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กทม. มากสุด 2.9 ล้านคน แต่ขนาดครัวเรือนเล็กสุด

          วัน ที่ 8 เมษายน นายวิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ แถลงผลเบื้องต้นสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ.2553 พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนประชากร 65.4 ล้านคน มีจำนวนครัวเรือน 20.3 ล้านครัวเรือน ซึ่งจำนวนประชากรของไทยมากเป็นอันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 
          สำหรับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดตามลำดับ ดังนี้

         1. อินโดนีเซียมี 240 ล้านคน 

         2. ฟิลิปปินส์ 92 ล้านคน

         3. เวียดนาม 88 ล้านคน 

          4. ไทย 65.4 ล้านคน 

          ทั้งนี้ในประเทศไทย ในจำนวน 65.4 ล้านคน มีเพศหญิง 33.3 ล้านคน เพศชาย 32.1 ล้านคน และมีสัญชาติไทย 62.1 ล้านคน ไม่มีสัญชาติไทย 3.3 ล้านคน นอกจากนี้ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า กรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่มีจำนวนประชากรมากที่สุด และมีความหนาแน่นของประชากรสูงสุด แต่กลับมีขนาดครัวเรือนเฉลี่ยเล็กที่สุดอยู่ที่ 2.9 คน

          สำหรับจังหวัดที่มีจำนวนประชากรมากสุดตามลำดับ
        
          1. กรุงเทพฯ 8.25 ล้านคน
        
          2. นครราชสีมา 2.52 ล้านคน
        
          3. สมุทรปราการ 1.83 ล้านคน
        
          4. อุบลราชธานี 1.74 ล้านคน
        
          5. ขอนแก่น1.74 ล้านคน
        
          6. เชียงใหม่ 1.71 ล้านคน
        
          7. ชลบุรี 1.55 ล้านคน
        
          8. สงขลา 1.48 ล้านคน
        
          9. นครศรีธรรมราช 1.45 ล้านคน
        
          10. นนทบุรี 1.33 ล้านคน

          ทั้งนี้ในประเทศไทย ในจำนวน 65.4 ล้านคน มีเพศหญิง 33.3 ล้านคน เพศชาย 32.1 ล้านคน และมีสัญชาติไทย 62.1 ล้านคน ไม่มีสัญชาติไทย 3.3 ล้านคน นอกจากนี้ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า กรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่มีจำนวนประชากรมากที่สุด และมีความหนาแน่นของประชากรสูงสุด แต่กลับมีขนาดครัวเรือนเฉลี่ยเล็กที่สุดอยู่ที่ 2.9 คน        



คำขวัญกรุงเทพมหานคร

คำขวัญกรุงเทพมหานคร


"กรุงเทพฯ ดุจเทพสร้าง เมืองศูนย์กลางการปกครอง วัด วัง งามเรืองรอง เมืองหลวงของประเทศไทย"
กทม. ประกาศคำขวัญกรุงเทพมหานคร ได้จากการโหวตทางไปรษณียบัตรจากประชาชนทั่วประเทศ โดยมีผู้ส่งไปรษณียบัตรร่วมโหวตทั้งหมด 125,959 ใบ
ในที่สุดก็ได้มาแล้ว สำหรับคำขวัญของกรุงเทพฯ หลังจากทางกรุงเทพมหานคร(กทม.) ได้จัดโครงการประกวดคำขวัญกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้คัดเลือกคำขวัญที่รอบสุดท้าย 5 คำขวัญ เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมโหวตผ่านทางไปรษณียบัตร โดยเจ้าของคำขวัญที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดจะได้รับเงินรางวัลเป็นเงิน 500,000 บาท และผู้ที่ส่งไปรษณียบัตรร่วมโหวตจะมีสิทธิลุ้นรับเงินรางวัล 100,000 บาท ล่าสุด นางทยา ทีปสุวรรณ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า มีประชาชนร่วมส่งไปรษณียบัตรโหวตทั้งสิ้น 125,959 ใบ และทาง กทม. และได้สรุปผลโหวตแล้วดังนี้
อันดับที่ 1 กรุงเทพฯ ดุจเทพสร้าง เมืองศูนย์กลางการปกครอง วัด วัง งามเรืองรอง เมืองหลวงของประเทศไทย คะแนนโหวต 42,514 คะแนน
อันดับที่ 2 พระแก้วมรกตล้ำค่า เสาชิงช้าคู่เมือง พระมหาราชวังลือเลื่อง เมืองน่าท่องเที่ยวอันดับโลก คะแนนโหวต 36,605 คะแนน
อันดับที่ 3 พระราชวังสง่างาม พระอารามเพริศแพร้ว พระแก้วมรกตคู่เมือง ที่ท่องเที่ยวลือเลื่อง นามกระเดื่องเมืองหลวงไทย คะแนนโหวต 16,148 คะแนน
อันดับที่ 4 วัดเวียงวังงามเลิศล้ำ วัฒนธรรมงามเสริมส่ง ราชธานีงามยืนยง สืบธำรงความเป็นไทย คะแนนโหวต 16,037 คะแนน
อันดับที่ 5 กรุงเทพมหานครเมืองฟ้า ความก้าวหน้ารุ่งเรือง ฟูเฟื่องวัฒนธรรม เลิศล้ำความเป็นไทย คะแนนโหวต 14,591 คะแนน
ทั้งนี้ คำขวัญที่ได้รับคะแนนโหวตสูงที่สุดจะถูกนำมาใช้เป็น คำขวัญประจำกรุงเทพ และใช้ในโอกาสงานพิธีสำคัญต่างๆ







Fête des mères

Fête des mères


Bonne fête Maman !
Si la fête des mères est souvent décriée comme un événement annuel purement commercial, ne vous y trompez pas, en réalité ses origines n'avaient rien de mercantiles !
Découvrez les pires cadeaux de la fête des mères sur notre blog et éviter le faux-pas cette année!
Origines de la fête des mères
C'est aux Etats-Unis qu'est née la fête des mères, qui fut particulièrement célébrée au cours de la première guerre mondiale. En effet, l'éloignement familial du aux circonstances a engendré un vif échange de cartes de fête des mères, de poêmes et autres mots doux entre nos deux continents.
Au lendemain de la guerre, à l'heure où notre pays avait particulièrement besoin de se repeupler, la coutume de la fête des mères fut adoptée par les français.
Cadeaux de la fête des mères en France
Pour la fête des mères, tout comme pour la fête des pères, il est coutume d'offrir un cadeau. Cartes, poêmes de fête des mères et bricolages pour maman vont bon train ! Et pourquoi ne pas offrir un voyage pour la fête des mères ? Consultez nos destinations et optez pour un vol pas cher avec eDreams !
Dates de la fête des mères 2014 - 2018
La fête des mamans ne sera rendue officielle qu'en 1928, la date étant fixée au dernier dimanche de Mai, sauf s'il s'agit du dimanche de Pentecôte auquel cas, la fête sera reportée aupremier dimanche de juin.
Fête des mères 2014 : 25 mai
Fête des mères 2015 : 31 mai
Fête des mères 2016 : 29 mai
Fête des mères 2017 : 28 mai
Fête des mères 2018 : 27 mai 






วันสำคํญของฝรั่งเศส

วันสำคํญของฝรั่งเศส



วันสำคํญของฝรั่งเศส
    แม้ว่าฝรั่งเศสจะเป็นรัฐฆราวาส แต่วันสำคัญต่าง ๆ กลับเกี่ยวข้องกับศาสนาเป็นส่วนใหญ่ อาจด้วยเหตุบังเอิญว่าวันต่าง ๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่ตรงกับวันอาทิตย์ซึ่งถือว่าเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาคริสต์
วันขึ้นปีใหม่ (Jour de l’an) 1 มกราคม วันนักขัตฤกษ์ ตรงกับวันแรก
ของปีตามตารางปฎิทินสากล ในประเทศฝรั่งเศส

วันขึ้นปีใหม่ 
     10 มกราคมนี้เริ่มกำหนดใช้ในปี ค.ศ. 1564 และ วันที่ 31 ธันวาคมถือว่าเป็นการฉลองคืนส่งท้าย 
ปีเก่าเพื่อต้อนรับขึ้นวันปีใหม่ด้วย ในวันขึ้นปีใหม่นี้ ถือเป็นโอกาสที่จะให้ของขวัญ (เงิน) กับเด็ก ๆ 

เอพิพานี (Epiphanie) 
     เทศกาลของชาวคริสเตียน ในโบสถ์ละติน เป็นการฉลองการมาเยี่ยม พระเยซูของ Rois mages โดยธรรมเนียม มีการทานขนมหวาน เค้ก (รูปทรงมงกุฎในทางตอนใต้) หรือ กาแลตดูครัว (ทางเหนือของฝรั่งเศส) จัดขึ้นในวันอาทิตย์แรกของเดือนมกราคม 

ชองเดอเลอ (Chandeleur) 
   2 กุมภาพันธุ์ วันทางศาสนาของชาวคริสเตียน แรกเริ่มมาจาก เทศกาลแสงไฟ ในปี ค.ศ. 472 เทศกาลนี้ได้กลายเป็นการเฉลิมฉลองการเป็นตัวแทนของ พระเยซูภายในโบสถ์ตามธรรมเนียมมีการทำขนมเครป แล้วโยนขึ้นกลับด้านโดยกำเงินไว้ในมือ อีกข้างเพื่อถือเป็นการนำโชคดีมาสู่ตัวผู้โยน 

มาร์ดี-กรา (Mardi-gras) 
     เทศกาลของชาวคาทอลิก เมื่อวันสิ้นสุด 7 วันหลังเทศกาลงานรื่นเริง (ซึ่งผ่านมื้ออาหารกันมาตลอดสัปดาห์) วันนี้กำหนดขึ้น 47 วันก่อนเทศกาลอีสเตอร์ และเป็นการ เริ่มต้นของกาเรม (เทศกาลถือศีลอด) สัญลักษณ์ของเทศกาลนี้คืองานกานาวาล (ซึ่งมีความหมายถึงการเอาเนิ้อออก หรือการเริ่มต้นการถือศีล) ตามธรรมเนียมต้องการให้ชาวบ้านแต่งตัวหลากหลายในวันนั้น (ในทุกวันนี้กลายเป็นเด็ก ๆ ) ในบางหมู่บ้านมีการเผาตุ๊กตากานาวาลในวันงานด้วย 

Mercredi des Cendres 
     เทศกาลของชาวคาทอลิก เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นเทศกาลถือศีลอด เป็นสัญลักษณ์ให้เตือนถึงการตาย 

อาทิตย์แรกของเทศกาลศีลอด (1er dimanche de Carême) ไม่มีกิจกรรมใด ๆ พิเศษ 
พฤหัสบดีกลางเทศกาลศีลอด (Jeudi de la Mi-cerême) เป็นสัญลักษณ์ครึ่งนึงของช่วง 
เทศกาลถือศีลอดที่มี 40 วัน(โดยไม่นับวันอาทิตย์) ตรงกับวันพฤหัสบดีของอาทิตย์ที่ 3 ของตลอดระยะเวลาเทศกาลถือศีล เป็นการพักของช่วงการถือศีล ในปัจจุบันนี้ไม่ค่อยฉลองกันนัก 

Dimanche des Rameaux
      รำลึกการเดินทางถึงนครเยรูซาเลมของพระเยซู และความรักของ พระเยซุคริสต์และการเสียชีวิตบนไม้กางเขน 

วันอาทิตย์อีสเตอร์ (Dimanche de Pâques) 
     3 วันหลังจากวันสิ้นชีพของพระเยซุ พระเยซูได้ 
ฟิ้นคืนชีพ เทศกาลอีสเตอร์เป็นวันสำคัญที่สุดของปฎิทินชาวคริสต์ เป็นสัญลักษณ์ของวันสิ้นสุด
ของเทศกาลถือศีลอด วันอีสเตอร์สอดคล้องกับวันอาทิตย์แรกต่อจากวันพระจันทร์เต็มดวงในฤดูใบไม้ผลิ ชาวคริสต์ต้องหยุดงานเพือ่ไปสวดมิซซา ในวันนี้พระสันตปะปาจะประทานพรในฝรั่งเศสตามธรรมเนียมทำการมอบไข่ (ชอกโกแลต) หรือของประดับธรรมเนียมอิ่น ๆเกี่ยวกับอาหาร : ทานแกะ 

วันจันทร์อีสเตอร์ (Lundi de Pâque)
     ในยุคกลางตลอดสัปดาห์หลังเทศการอีสเตอร์เป็นสัปดาห์นักขัตฤกษ์ ในปัจจุบันเหลือลงเพียงวันจันทร์ และไม่ใช่งานฉลองที่เคยทำอย่างสม่ำเสมอ ในกรณีของฝรั่งเศสไม่มีการฉลองเป็นพิเศษ 

วันนำสาร (Annonciation) 
     25 มีนาคม ตามศาสนาคริสต์ เทวดากาเบรียล นำสารมาบอกมารีถึงการตั้งครรภ์พระเยซู 9 เดือนก่อนวันคริสต์มาสถือได้ว่าเป็นวันจุติของพระเยซู 

วันรำลึกการถูกคุมตัว(Souvenir déportés)
     เป็นวันระลึกถึง 150000 ฝรั่งเศสที่ถูกนำตัวไปเข้าค่ายกักกันของนาซี ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 วันรำลึกนี้จัดอยู่ในอาทิตย์สุดท้ายของเดือนเมษายนวันรำลึกนี้จัดอยู่ในอาทิตย์สุดท้ายของเดือนเมษายน 

วันแรงงาน ( Fête du travail) 
     1 พฤาภาคม เป็นธรรมเนียมของผู้ใช้แรงงานในการต่อสู้ที่มีอยู่ทั่วโลก ในประเทศส่วนใหญ่จัดเป็นวันหยุดประจำปี ประเทศฝรั่งเศสเริ่มต้นในปี 1919 และในปี 1947 เป็นวันหยุดเต็มวันโดยได้รับค่าแรงด้วย ในวันนี้สหภาพแรงงานต่าง ๆ จะเดินขบวนกันตามเมืองต่าง ๆ ของประเทศ และมีการมอบช่อดอกมูเก้ด้วย 

วันกลับคืนสู่สวรรค์ (Jeudi de l’Ascension) 
     เป็นการฉลอง 39 วันหลังจากเทศกาลอีสเตอร์ หลังจากลงมาเผยแพร่คำสอน พระเยซุก็ได้เสด็จกลับขึ้นสวรรค์์ 

วันฉลองชัยชนะ (Victoire 1945) 
     ชัยชนะทีมีต่อเยอรมันในยุคการครอบครองโดยทหารนาซี สันติภาพได้กลับคืนสู่ทวีปยุโรป โดยสัญญาสงบศึกที่ทำขึ้นในวันที 8 พฤษภาคม 1945 เวลาประมาณเที่ยงคืน โดยมีนายพลโซเวียต Jpukov ฝ่ายนาซี Keitel ผู้แทนจากสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และนายพล de Lattre ของฝรั่งเศส เป็นวันนักขัตฤกษ์ตั้งแต่ปี 1953 แต่ได้ถูกยกเลิกไปในสมัย V.Giscard d’Estaing และได้กลับมากำหนดใหม่ในยุคของ F.Mitterrand 1 มิถุนายน 1981 

วันอาทิตย์ปงโตโค๊ต (Dimanche de Pentecôte)
     เป็นวันเทศกาลของชาวคริสต์ กำหนดขึ้น7 อาทิตย์หลังเทศกาลอีสเตอร์ เพื่อรำลึกถึงวิญญาณศักด์สิทธิ์ที่ลงมาจาก... 

ทรินิเต้ (Trinité) 
     วันเทศกาลของชาวคริสต์ อาทิตย์ที่ 8 หลังจากเทศกาลอีสเตอร์ ปัจจุบันไม่ค่อยมีการเฉลิมฉลองมากนัก ในศาสนาคริสต์ ทรินิเต้เป็นการกล่าวถึงพระเจ้าใน 3 บุคคล พระบิดา บุตร และพระจิต 

วันพระเจ้า (Fête Dieu)
    ฉลองในวันพฤหัสบดีถัดจากวันทรินิเต้ (หรืออาจวันอาทิตย์ขึ้นอยู่กับทางปฎิบัติ) ฉลองถึงความเสียสละของพระคริสต์ โดยมีการแบ่งขนมปัง 

วันแม่ (Fête des mères)กำหนดเป็นทางการในปี 1928 กำหนดไว้ในวันอาทิตย์สุดท้ายของ
เดือนพฤษภาคม (หรือกรณีพิเศษเลื่อ่นไปในเดือนมิถุนายนหากชนกับปงโดโค๊ต) ในปัจจุบัน 
กลายเป็นการค้าและเป็นวันที่ชื่นชอบของเด็ก ๆ 

วันพ่อ (Fête des pères)
      เช่นเดียวกับวันแม่ แต่มีกำหนดขึ้นเป็นทางการในปี 1952 

วันชาติ (Fête Nationale)
      รำลึกถึงวันแห่งการปฎิวัติของฝรั่งเศส 1789 โดยเฉพาะการทำลายคุกบาสตีล ในวันที่ 14 กรกฎาคม 1978 คุกบาสตีลเป็นคุกสำคัญของปารีส และเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจกษัตริย์ ในวันที่ 14 กรกฎาคม 1789 ชาวกรุงปารีสได้ทำการเผาและเข้ายึดคุก การเข้ายึดคุกบาสตีลนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการก่อตั้งสาธารณรัฐฝรั่งเศส 

วันอัสสัมซิยง (Assomption) 
     15 สิงหาคม วันทางศาสนาของชาวคาทอลิกที่ทำการฉลองในการที่พระแม่มารีขึ้นสู่สรวงสวรรค์ เป็นวันสำคัญกลางฤดูร้อนมีการ........ 

Croix glorieuse
     14 กันยายน กำหนดโดยจักรพรรคดิ์กองสตองแตง ในปี ค.ศ. 335 ในปัจจุบันมีการฉลองในวันนี้ไม่มากนัก 

ตุสแซง (Toussaint) 
    1 พฤศจิกายน วันทางศาสนาของชาวคาทอลิก ในการเฉลิมฉลองให้กับทุกนักบุญโดยโบสถ์โรมัน ในวันนี้ได้กลายเป็นวันเยี่ยมหลุมฝังศพ เพือ่วางดอกไม้กับผู้เสียชีวิตไปแล้ว และดอกคริสซองแตม 

เดฟัน (Défunts)
     2 พฤศจิกายน ในฝรั่งเศสรวมกันกับวันหยุดตุสแซง วันสิ้นสุดสงคราวโลกครั้งที่ 1 (Armistice 1918) 11 พฤศจิกายน 1918 รำลึกถึงการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยมีการเซ็นสัญญายุติสงครามมที่ Rethondes ป่า Compiège (Oise) 

Christ Roi 
     วันทางศาสนาของชาวคาทอลิกอาทิตย์สุดท้ายของปี 5 อาทิตย์ก่อนคริสต์มาส Avent ช่วงเวลาหลังจากคริสต์มาส ระหว่าง 3-4 สัปดาห์ 

คริสต์มาส (Noël) 
    เป็นเทศกาลการเกิดของพระเยซูคริสต์ มีการกำหนดขึ้นในปี ค.ศ. 354 โดยสันตปะปา Libère มีการประดับตกแต่งในวันที่ 24 ธันวาคมตอนเย็น ด้วยต้นสน คอกเด็ก ของขวัญ และทานอาหรระหว่างครอบครัว เทศกาลนี้ยังกลายเป็นสัญสักษณ์การทำค้าขาย อย่างมหาศาล 

วันครอบครัว (Saint famille)
     ต่อจากคริสต์มาส (อาทิตย์หรือศุกร์ถัดไปหากวันคริสต์มาส ตรงกับวันอาทิตย์)เป็นการสร้างครอบครัวโดยเยซูและมีบุพการีคือ มารีและโยเซพ

fête de la musique
Each year, June 21st marks the start of summer and with it, the opening of the celebrated street music festival: La Fête de la Musique. This free annual outdoor festival which began in Paris in the 1980’s has met with such success over the years that it now takes place in countless cities world-wide.

Better known to New Yorkers as Make Music New York, the festival invites amateur and professional musicians of all kinds to take over the city from street corners to parks, cafes and other public spaces.
This year, the Cultural Services of the French Embassy is pleased to welcome you to celebrate this special moment with an informal party at 972 Fifth Avenue, the home of the French Embassy. Festivities begin with a special set by French Trumpet player Ibrahim Maalouf, who blends jazz, classical music and Arabic music in a stunning contemporary style, followed by a fusion of jazz, rock and world music with Jean-Christophe Maillard and his band Le Grand Bâton.
This event is free and open to the public with RSVP

วง IAM (ฝรั่งเศส)

       IAM หนึ่งในวงดนตรีฝรั่งเศสที่ได้รับความนิยมตลอดกาล วงนี้ตั้งขึ้นที่เมืองมาร์เซยย์ในยุครุ่งเรืองของดนตรีฮิปฮอปปี 2531 หนึ่งปีต่อมาจึงออก Single แรก อีกทั้งยังได้รับเลือกให้เล่นเป็นวงเปิดในการทัวร์คอนเสิร์ต Blonde Ambition Tour ของมาดอนนาในฝรั่งเศส เมื่อปี 2540 เพลง L’Ecole du Micro d’Argent โด่งดังเป็นอย่างมากและขายได้กว่าหนึ่งล้านแผ่น ส่งผลให้ชื่อของ IAM เป็นที่รู้จักในระดับสากล นอกจากนี้ IAM ได้ทำงานร่วมกับศิลปินฮิปฮอปอเมริกันชื่อดังอย่าง Wu-Tang Clan รวมถึง Method Man Redman Beyoncé Syleena Johnson และแรปเปอร์อย่าง Lucas

      แม้ IAM จะไม่เคยมาเปิดคอนเสิร์ตที่เมืองไทย แต่พวกเขาก็รู้จักประเทศไทยเป็นอย่างดี ในการนี้ LA FETE รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่วงดนตรีระดับโลกให้เกียรติมาร่วมแสดงในเทศกาลดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์โดยผู้ชมไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ฉะนั้นอย่ารอช้าที่จะชักชวนญาติสนิทมิตรสหายของทั้งชาวไทยและต่างชาติมาร่วมสนุกกันในวันแห่งเสียงเพลง โอกาสดี ๆ แบบนี้ไม่ควรพลาดแต่อย่างใด

วง THAITANIUM (ไทย)
      เมื่อไทยเทเนี่ยมร่วมแสดงเวทีเดียวกับ IAM เปรียบเหมือนการประจันหน้าของมหาเทพแห่งเสียงเพลง ไทยเทเนี่ยมก่อตั้งจากการรวมตัวของ 3 ศิลปินฮิปฮอปได้แก่ ขัน เดย์ และ เวย์ ในปี 2543 แนวเพลงของไทยเทเนี่ยมได้อิทธิพลจากสไตล์อเมริกันฮิปฮอป ไทยเทเนี่ยมได้ร่วมแสดงในงาน MTV Asia Awards หลายต่อหลายครั้งและได้รับเลือกเป็นวงเปิดของวงดนตรีฮิป-ฮอปชื่อดังระดับโลกอย่าง 50 cent ในการแสดงทัวร์คอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯ นับแต่ก่อตั้งวงจนถึงปัจจุบัน ไทยเทเนี่ยมมีผลงานเพลงมากมายและได้รับความนิยมมากขึ้นเสมอมาจนได้ก้าวขึ้นรับรางวัล “ศิลปิจกลุ่มยอดเยี่ยม” จากเวทีโหวตมหาชนของ Fat Radio และ SEED Fm เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในวงดนตรีแรปแถวหน้าของประเทศไทย





วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Marathon


Competitors during the 1990 London Marathon
The marathon is a long-distance running event with an official distance of 42.195 kilometres (26 miles and 385 yards),that is usually run as a road race. The event was instituted in commemoration of the fabled run of the Greek soldier Pheidippides, a messenger from the Battle of Marathon to Athens.
The marathon was one of the original modern Olympic events in 1896, though the distance did not become standardized until 1921. More than 500 marathons are held throughout the world each year, with the vast majority of competitors being recreational athletes. Smaller marathons, such as the Stanley Marathon, can have just dozens of participants, while larger marathons can have tens of thousands of participants.



Origin

Luc-Olivier Merson's painting depicting Pheidippides giving word of victory at the Battle of Marathon to the people of Athens
The name Marathon comes from the legend of Pheidippides, a Greek messenger. The legend states that he was sent from the battlefield of Marathon to Athens to announce that the Persians had been defeated in the Battle of Marathon (in which he had just fought),which took place in August or September, 490 BC.[5] It is said that he ran the entire distance without stopping and burst into the assembly, exclaiming "νενικηκαμεν’ (nenikekamen)", ("We wοn"), before collapsing and dying. The account of the run from Marathon to Athens first appears in Plutarch's On the Glory of Athens in the 1st century AD which quotes from Heraclides Ponticus's lost work, giving the runner's name as either Thersipus of Erchius or Eucles.[ Lucian of Samosata (2nd century AD) also gives the story but names the runner Philippides (not Pheidippides).
There is debate about the historical accuracy of this legend.[9][10] The Greek historian Herodotus, the main source for the Greco-Persian Wars, mentions Pheidippides as the messenger who ran from Athens to Sparta asking for help, and then ran back, a distance of over 240 kilometres (150 mi) each way.In some Herodotus manuscripts the name of the runner between Athens and Sparta is given as Philippides. Herodotus makes no mention of a messenger sent from Marathon to Athens, and relates that the main part of the Athenian army, having fought and won the grueling battle, and fearing a naval raid by the Persian fleet against an undefended Athens, marched quickly back from the battle to Athens, arriving the same day.
In 1879, Robert Browning wrote the poem Pheidippides. Browning's poem, his composite story, became part of late 19th century popular culture and was accepted as a historic legend.[citation needed]
Mount Penteli stands between Marathon and Athens, which means that, if Pheidippides actually made his famous run after the battle, he had to run around the mountain, either to the north or to the south. The latter and more obvious route matches almost exactly the modern Marathon-Athens highway, which follows the lie of the land southwards from Marathon Bay and along the coast, then takes a gentle but protracted climb westwards towards the eastern approach to Athens, between the foothills of Mounts Hymettus and Penteli, and then gently downhill to Athens proper. This route, as it existed when the Olympics were revived in 1896, was approximately 40 kilometres (25 mi) long, and this was the approximate distance originally used for marathon races. However there have been suggestions that Pheidippides might have followed another route: a westward climb along the eastern and northern slopes of Mount Penteli to the pass of Dionysos, and then a straight southward downhill path to Athens. This route is considerably shorter, some 35 kilometres (22 mi), but includes a very steep initial climb of more than 5 kilometres (3.1 mi).









E.T. the Extra-Terrestrial

E.T. the Extra-Terrestrial (often referred to simply as E.T.) is a 1982 American science fiction film co-produced and directed by Steven Spielberg and written by Melissa Mathison, starring Henry Thomas, Dee Wallace, Robert MacNaughton, Drew Barrymore, and Peter Coyote. It tells the story of Elliott (played by Thomas), a lonely boy who befriends an extraterrestrial, dubbed "E.T.", who is stranded on Earth. Elliott and his siblings help the extraterrestrial return home while attempting to keep it hidden from their mother and the government.
The concept for E.T. was based on an imaginary friend Spielberg created after his parents' divorce in 1960. In 1980, Spielberg met Mathison and developed a new story from the stalled science fiction/horror film project Night Skies. The film was shot from September to December 1981 in California on a budget of US$10.5 million. Unlike most motion pictures, the film was shot in roughly chronological order, to facilitate convincing emotional performances from the young cast.
Released by Universal Pictures, E.T. was a blockbuster, surpassing Star Wars to become the highest-grossing film of all time —a record it held for ten years until Jurassic Park, another Spielberg-directed film, surpassed it in 1993. Critics acclaimed it as a timeless story of friendship, and it ranks as the greatest science fiction film ever made in a Rotten Tomatoes survey. The film was re-released in 1985, and then again in 2002 to celebrate the film's 20th anniversary, with altered shots and additional scenes.
     
E.T. the Extra-Terrestrial
E t the extra terrestrial ver3.jpg
Theatrical release poster by John Alvin
Directed bySteven Spielberg
Produced bySteven Spielberg
Kathleen Kennedy
Written byMelissa Mathison
StarringDee Wallace
Peter Coyote
Henry Thomas
Drew Barrymore
Music byJohn Williams
CinematographyAllen Daviau
Editing byCarol Littleton
StudioAmblin Entertainment
Distributed byUniversal Pictures
Release dates
  • June 11, 1982
Running time115 minutes
CountryUnited States
LanguageEnglish
Budget$10.5 million
Box office$792,910,554


Plot
In a California forest, a group of alien botanists collect flora samples. When government agents appear on the scene, the aliens flee in their spaceship, mistakenly leaving one of their own behind. The scene shifts to a suburban home, where a 10-year-old boy named Elliott is trying to hang out with his 16-year-old brother Michael and his friends. As he returns from picking up a pizza, Elliott discovers that something is hiding in their tool shed. The creature promptly flees upon being discovered. Despite his family's disbelief, Elliott lures the alien from the forest to his bedroom using a trail of Reese's Pieces. Before he goes to sleep, Elliott realizes the alien is imitating his movements. Elliott feigns illness the next morning to stay home from school and play with the alien. Later that day, Michael and their five-year-old sister Gertie meet the alien. They decide to keep him hidden from their mother. When they ask it about its origin, the alien levitates several balls to represent its solar system and then demonstrates its powers by reviving a dead plant.
At school the next day, Elliott begins to experience a psychic connection with the alien, including exhibiting signs of intoxication due to the alien drinking beer, and he begins freeing all the frogs in a biology class. As the alien watches John Wayne kiss Maureen O'Hara in The Quiet Man, Elliott kisses a girl he likes.
Makeshift communicator used by E.T. to phone home. Among its parts is a Speak & Spell, an umbrella lined with tinfoil, and a coffee can filled with other electronics.
The alien learns to speak English by repeating what Gertie says as she watches Sesame Street and, at Elliott's urging, dubs itself "E.T." E.T. reads a comic strip where Buck Rogers, stranded, calls for help by building a makeshift communication device, and is inspired to try it himself. He gets Elliott's help in building a device to "phone home" by using a Speak & Spell toy. Michael notices that E.T.'s health is declining and that Elliott is referring to himself as "we".
On Halloween, Michael and Elliott dress E.T. as a ghost so they can sneak him out of the house. Elliott and E.T. ride a bicycle to the forest, where E.T. makes a successful call home. The next morning, Elliott wakes up in the field, only to find E.T. gone, so he returns home to his distressed family. Michael searches for and finds E.T. dying in a ditch and takes him to Elliott, who is also dying. Mary becomes frightened when she discovers her son's illness and the dying alien, just as government agents invade the house. Scientists set up a medical facility there, quarantining Elliott and E.T. Their link disappears and E.T. then appears to die while Elliott recovers. A grief-stricken Elliott is left alone with the motionless alien when he notices a dead flower, the plant E.T. had previously revived, coming back to life. E.T. reanimates and reveals that his people are returning. Elliott and Michael steal a van that E.T. had been loaded into and a chase ensues, with Michael's friends joining them as they attempt to evade the authorities by bicycle. Suddenly facing a dead end, they escape as E.T. uses telekinesis to lift them into the air and toward the forest.
Standing near the spaceship, E.T.'s heart glows as he prepares to return home. Mary, Gertie, and "Keys", a government agent, show up. E.T. says goodbye to Michael and Gertie, as Gertie presents E.T. with the flower that he had revived. Before entering the spaceship, E.T. tells Elliott "I'll be right here", pointing his glowing finger to Elliott's forehead. He then picks up the flower Gertie gave him, walks into the spaceship, and takes off, leaving a rainbow in the sky as Elliott (and the rest of them) watches the ship leave.




Cast

Henry Thomas as Elliott, a lonely 10-year-old boy. Elliott longs for a good friend, whom he finds in E.T., who was left behind on Earth. Elliott adopts the stranded alien and they form a mental, physical, and emotional bond.
Robert MacNaughton as Michael, Elliott's football-playing 16-year-old brother who often makes fun of him.
Drew Barrymore as Gertie, Elliott's mischievous 5-year-old sister. She is sarcastic and initially terrified of E.T., but grows to love the alien.
Dee Wallace as Mary, the children's mother, recently separated from her husband. She is mostly oblivious to the alien's presence in her house.
Peter Coyote as "Keys", a government agent. His face is not shown until the film's second half, his name is never mentioned, and he is identified by the key rings that prominently hang from his belt. He tells Elliott that he has waited to see an alien since the age of 10.
K. C. Martel, Sean Frye and C. Thomas Howell as Greg, Steve and Tyler, Michael's friends. They help Elliott and E.T. evade the authorities during the film's climax.
Erika Eleniak as the young girl Elliott kisses in class.
Having worked with Cary Guffey on Close Encounters of the Third Kind, Spielberg felt confident in working with a cast composed mostly of child actors.For the role of Elliott, he auditioned hundreds of boys before Robert Fisk suggested Henry Thomas for the role. Thomas, who auditioned in an Indiana Jones costume, did not perform well in the formal testing, but got the filmmakers' attention in an improvised scene.Thoughts of his dead dog inspired his convincing tears. Robert MacNaughton auditioned eight times to play Michael, sometimes with boys auditioning for Elliott. Spielberg felt Drew Barrymore had the right imagination for mischievous young Gertie after she impressed him with a story that she led a punk rock band.Spielberg enjoyed working with the children, and he later said that the experience made him feel ready to be a father.
The major voice work for E.T. was performed by Pat Welsh, an elderly woman who lived in Marin County, California. Welsh smoked two packets of cigarettes a day, which gave her voice a quality that sound effects creator Ben Burtt liked. She spent nine-and-a-half hours recording her part, and was paid $380 by Burtt for her services.[8] Burtt also recorded 16 other people and various animals to create E.T.'s "voice". These included Spielberg; Debra Winger; Burtt's sleeping wife, who had a cold; a burp from his USC film professor; and raccoons, sea otters, and horses.
Doctors working at the USC Medical Center were recruited to play the doctors who try to save E.T. after government agents take over Elliott's home. Spielberg felt that actors in the roles, performing lines of technical medical dialogue, would come across as unnatural. During post-production, Spielberg decided to cut a scene featuring Harrison Ford as the headmaster at Elliott's school. The scene featured Ford's character reprimanding Elliott for his behavior in science class and warning of the dangers of underage drinking; he is then taken aback as Elliott's chair rises from the floor, while E.T. is levitating his "phone" equipment up the staircase with Gertie